เรียกได้ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งวงการแพทย์ และวงการวิทยาศาสตร์สุขภาพ หันมาให้ความสำคัญในเรื่อง wellness ลึกกว่ารูปลักษณ์ภายนอก และหันมาให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันของระบบภายในร่างกาย ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่ถูกกล่าวถึงอย่างต่อเนื่อง ก็คือ Gut – Brain – Heart Axis หรือพูดง่ายๆ อาการเช่น เครียดแล้วปวดท้อง หรือ นอนไม่หลับแล้วใจสั่น สิ่งเหล่านี้นำไปสู่แนวคิดที่เรียกว่า Gut-Brain-Heart Axis ซึ่งอธิบายว่าลำไส้ สมอง และหัวใจทำงานเชื่อมโยงกันตลอดเวลา ฉะนั้นสุขภาพที่ดีอาจไม่ได้เริ่มจากการดูแลหัวใจหรือสมองโดยตรง แต่เริ่มจากอวัยวะอย่างลำไส้ ที่เป็นศูนย์กลางของระบบทั้งหมด

งานวิจัยด้าน microbiome พบว่าในมนุษย์มี จุลินทรีย์ในลำไส้ มากกว่าหนึ่งแสนล้านตัว ทำหน้าที่เสมือนอวัยวะอีกชิ้นหนึ่งของร่างกาย หรือที่เรียกว่า virtual organ จุลินทรีย์เหล่านี้มีบทบาทในการควบคุมระบบภูมิคุ้มกัน การเผาผลาญพลังงาน และโดยเฉพาะการสื่อสารกับสมอง ผ่านสารชีวเคมีที่ร่างกายใช้เป็นตัวกลาง เท่ากับว่าคุณภาพของ gut microbiome สามารถกำหนดสุขภาพโดยรวมในระยะยาวได้

ลำไส้เป็นเหมือนโรงงานเล็กๆ ที่ไม่ได้ทำหน้าที่ย่อยอาหารอย่างเดียว แต่ยังผลิตสารส่งอารมณ์ ให้ร่างกายด้วย สารเหล่านี้ในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า neurotransmitters แต่ถ้าอธิบายแบบเข้าใจง่าย ก็คือ สารที่ทำให้เรารู้สึกยังไงในแต่ละวัน เช่น สงบ สดชื่น หรือหงุดหงิด โดนหนึ่งในสารสำคัญคือ serotonin ซึ่งเกี่ยวข้องกับความรู้สึกสบายใจ ความพอใจ และการนอนหลับ หลายคนคิดว่าสารนี้สร้างจากสมอง แต่ความจริงคือ เกือบทั้งหมดถูกสร้างขึ้นในลำไส้ งานวิจัยจาก Harvard ระบุว่ามากกว่า 90% ของ serotonin มาจากลำไส้ เท่ากับว่าถ้าลำไส้ไม่แข็งแรง ร่างกายก็อาจผลิต อารมณ์ดีได้น้อยลง

ลองนึกถึงคนทำงานคนหนึ่ง ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ กินอาหารไม่เป็นเวลา เน้นของหวาน ของทอด และกาแฟเป็นหลัก ช่วงแรกอาจแค่รู้สึก ท้องอืด เหนื่อยง่าย หรือหลับไม่ลึก ซึ่งดูเหมือนไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ในระดับภายใน ลำไส้ของเขาอาจเริ่มเสียสมดุลจนเกิดภาวะที่เรียกว่า leaky gut หรือผนังลำไส้เริ่มรั่ว ทำให้สารบางอย่างที่ควรอยู่ในลำไส้หลุดเข้าสู่กระแสเลือด ร่างกายจึงตอบสนองด้วยการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันอยู่ตลอดเวลา
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ chronic low-grade inflammation หรือการอักเสบเรื้อรังระดับต่ำ ซึ่งไม่ทำให้ป่วยเฉียบพลัน แต่ค่อยๆ ส่งผลสะสม เช่น รู้สึกสมองล้า อารมณ์แปรปรวน ใจสั่น หรือเหนื่อยทั้งที่ไม่ได้ออกแรงมาก งานวิจัยพบว่าภาวะการอักเสบลักษณะนี้สามารถรบกวนการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง และเพิ่มภาระให้หัวใจ เท่ากับว่าปัญหาที่ดูเหมือนแค่เครียด หรือผักผ่อนไม่พอ อาจมีจุดเริ่มต้นจากลำไส้ที่อ่อนแอโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลย

ตัวกลางสำคัญที่เชื่อมโยงระบบทั้งหมดเข้าด้วยกันคือ vagus nerve เส้นประสาทหลักของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการพัก ฟื้นฟู และการเต้นของหัวใจ โดยเฉพาะงานวิจัยด้าน heart rate variability (HRV) ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา พบว่า vagus nerve ที่ทำงานดีสัมพันธ์กับหัวใจที่แข็งแรง ความเครียดที่ต่ำลง และการฟื้นตัวของร่างกายที่มีประสิทธิภาพ การทำงานของเส้นประสาทนี้ได้รับอิทธิพลโดยตรงจากสภาพแวดล้อมในลำไส้
หรือถ้านึกเป้นเคสตัวอย่าง อย่างช่วงหลังอาหารเย็น คุณนั่งกินข้าวอย่างรีบเร่ง เปิดมือถือเช็กงานไปด้วย กินอาหารที่ย่อยยาก แล้วก็กลับไปนั่งทำงานต่อจนดึก แม้จะนั่งเฉยๆ แต่รู้สึก ใจเต้นแรง หายใจตื้น สมองไม่ยอมปิด แบบนี้คือช่วงที่ vagus nerve ทำงานได้น้อย ร่างกายยังติดอยู่ในโหมดตื่นตัว หัวใจเต้นเป็นจังหวะคงที่ แข็ง และ HRV ต่ำ เท่ากับว่าร่างกายฟื้นตัวได้ไม่ดี แม้จะไม่ได้ออกแรงเลยก็ตาม ถ้าพูดอีกแบบ vagus nerve ทำหน้าที่เหมือน ปุ่มรีโมตโหมดพัก ของร่างกายนั่นเอง

ในทางกลับกัน เมื่อร่างกายเผชิญความเครียดเรื้อรัง การนอนที่ถูกรบกวน หรืออาหารที่ส่งผลเสียต่อ microbiome การสื่อสารในแกน Gut–Brain–Heart จะถูกรบกวน ระบบประสาทอัตโนมัติอาจอยู่ในโหมดตึงเครียดมากกว่าพักฟื้น ส่งผลให้หัวใจเต้นเร็ว ความแปรปรวนของการเต้นหัวใจลดลง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจในระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มคนทำงานเมืองใหญ่ที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ
ฉะนั้น wellness ในมุมมองทางการแพทย์สมัยใหม่จึงไม่ใช่เพียงการดูแลหัวใจหรือสมองแยกส่วน แต่คือการมองร่างกายเป็นระบบเดียวกัน การใส่ใจสุขภาพลำไส้ การนอนอย่างมีคุณภาพ การจัดการความเครียด และการฟื้นฟูระบบประสาท ล้วนเป็นรากฐานของสุขภาพที่ยั่งยืน
ที่มา:th-hellomagazine.com
สุขภาพ ความสวย ความงาม ลดน้ำหนัก ฟิตเนส ออกกำลังกาย เว็บไซต์เพื่อคนรักสุขภาพ ความสวยความงาม ออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส วิธีเล่นฟิตเนส ลดน้ำหนัก อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารเสริม แฟชั่น
Facebook Comments