วันพุธ , กรกฎาคม 17 2024
Home / อาหาร / ประเภทของอาหารสุขภาพ

ประเภทของอาหารสุขภาพ

 

ประเภทของอาหารสุขภาพ

1 อาหารธรรมชาติ

อาหารธรรมชาติ คือ อาหารที่ได้จากธรรมชาติ ไม่มีสารพิษและสิ่งแปลกปลอมเจือปนไม่ผ่านกระบวนการปรุงอันซับซ้อน

หลักการ คือ กินอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นและมีอยู่ตามฤดูกาล ซึ่งเชื่อว่ามีผลดีต่อสุขภาพและช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้

สาเหตุที่ต้องกินอาหารธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่นและมีอยู่ตามฤดูกาล เพราะถ้ากินอาหารที่มาจากถิ่นอื่นซึ่งมีสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศแตกต่างไป จะทำให้เรามีความต้านทานโรคตามธรรมชาติลดลง นอกจากนั้น อาหารเหล่านี้ยังอาจใส่สารเคมีต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เน่าเสียได้ง่ายอีกด้วย การกินอาหารที่มีอยู่ตามฤดูกาลจะทำให้ร่างกายสามารถปรับตัวให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปได้ดี

ผักพื้นบ้านไทย จัดเป็นอาหารธรรมชาติที่มีประโยชน์ โดยเป็นทั้งอาหารและยา ที่มีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างสุขภาพที่ดีได้ และยังมีผลช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคหัวใจ โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ผักพื้นบ้านส่วนใหญ่มักเป็นพืชที่ขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือนิยมปลูกไว้ใช้ในครัวเรือน เช่น ตำลึง กระถิน กระเพรา ตะไคร้ กล้วย ฟักทอง มะขาม เป็นต้น ได้แก่

1. อาหารลดคอเลสเตอรอล

แอปเปิล ผลไม้หวานกรอบที่เหล่าสา วๆ มักชอบเคี้ยวกรุบกรอบกัน มีทั้งสีแดงและเขียว มีไฟเบอร์ที่ย่อยสลายได้ง่าย ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ดี แอปเปิลมีธาตุโบรอนเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง และยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเส้นเลือด แอปเปิลขนาดกลาง 1 ลูก ให้พลังงานประมาณ 80 แคลอรี

อะโวคาโด บ่อยครั้งที่ผลไม้ชนิดนี้มักถูกเรียกว่า “ผลไม้เนย” ด้วยความที่มันให้ปริมาณไขมันสูง แต่เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัวแบบเดี่ยว ดังนั้นอะโวคาโดจึงช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ อะโวคาโดมีโพแทสเซียมสูง ซึ่งจะช่วยรักษาระดับของเหลวในร่างกายให้อยู่ในภาวะสมดุล อะโวนาโดที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตส่วนใหญ่มาจากฟลอริด้า (เปลือกนอกเรียบสีเขียว) มีน้ำมาก ไขมันน้อย มีแคลอรีน้อยกว่าครึ่งหนึ่งของอะโวคาโดฮาส์ (เปลือกสีเขียวเข้ม) ซึ่งในน้ำหนักครึ่งปอนด์ให้พลังงานสูงถึง 305 แคลอรี แต่อะโวคาโดฟลอริด้าให้พลังงานเพียง 170 แคลอรี

ข้าวบาร์เลย์ การวิจัยทางการแพทย์พบว่าข้าวบาร์เลย์มีคุณสมบัติช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล เพราะข้าวบาร์เลย์มีปริมาณไฟเบอร์สูง มีแมกนีเซียมช่วยรักษากระดูกให้แข็งแรง ส่วนวิตามินบีจะรักษาการทำงานของระบบประสาทให้เป็นปกติ ในครัวตะวันออกกลางข้าวบาร์เลย์มักอยู่ในรูปกผลิตภัณฑ์เมล็ดธัญพืช .แต่ครัวอเมริกันนำข้าวบาร์เลย์มาทำสลัดธัญพืช หรือพีลาฟ บาร์เลย์สุก 1 ถ้วย ให้พลังงานประมาณ 270 แคลอรี

ปลาและสัตว์น้ำที่มีเปลือก เช่น ปู กุ้ง หอยต่าง ๆ นอกจากพืชผักผลไม้แล้ว ปลาก็จัดเป็นอาหารบำรุงสมองชั้นเลิศ เพราะมีกรดโอเมก้า-3 ซึ่งเป็นไขมันคุณภาพสูงที่ร่างกายต้องการ มีวิตามินบีช่วยเสริมความจำ ช่วยละระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (LDL) และเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ชาวญี่ปุ่นเป็นนักกินปลาตัวยงจึงมีอัตราเป็นโคหัวใจต่ำ ฉะนั้นถ้าคุณอยากมีหัวใจที่แข็งแรงต้องหันมากินปลาให้มาก ๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรืออยู่ในช่วงพักฟื้น ร่างกายมีความต้องการปลา และกรดโอเมก้า-3 ซึ่งเป็สารอาหารจำเป็นต่อการพัฒนาทางด้านสมองของทารกในครรภ์ รวมทั้งเด็กทารกในวัยกำลังเจริญเติบโต ปลาและสัตว์น้ำมีเปลือก 3 ออนซ์ มีแคลอรีประมาณ 65 – 140 (เปรียบเทียบกับเนื้อวัวขนาดเท่ากันให้พลังงานถึง 230 แคลอรี)

น้ำมันมะกอก นิยมบริโภคกันมากในแถบเมดิเตอร์เรเนียน ส่วนในบ้านเราก็นำมาปรุงอาหารบางชนิด น้ำมันมะกอกเป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ซึ่งช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 125 แคลอรี

2. อาหารชะลอวัย

กะหล่ำปลี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไฟเบอร์ และวิตามินซี ซึ่งมีสรรพคุณช่วยสร้างและดูแลคอลลาเจน (เนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง) ให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ช่วยสร้างเนื้อเยื่อใหม่ทำให้ผิดดูอ่อนเยาว์ กะหล่ำปลีดิบ 1 ถ้วย ให้พลังงาน 20 แคลอรี

ผลไม้รสเปรี้ยว อุดมไปด้วยวิตามินซี ป้องกันผิวหนังจากความแห้งกร้านและริ้วรอยฟกช้ำต่าง ๆ ผลไม้จำพวกนี้มีคุณสมบัติช่วยป้องกันการติดเชื้อต่าง ๆ รวมทั้งโรคมะเร็ง ส้มโอครึ่งลูกให้พลังงานประมาณ 40 แคลอรี

กีวี ผลกีวี 1 ลูก ให้วิตามินซี 74 มิลลิกรัม วิตามินซี ช่วยบรรเทาอาการของโรคหวัดได้ทั้งยังเป็นผลไม้ที่ให้ไฟเบอร์สูง กีวี 5 ลูกให้พลังงานประมาณ 45 แคลอรี

พริก ไม่ว่าพริกหวาน พริกหยวก หรือพริกเผ็ด ต่างก็มีวิตามินซีในปริมาณที่เกือบเท่ากับส้ม พริกหวานสีแดงมีแคโรทีนอยด์ช่วยป้องกันมะเร็ง ส่วนแคปไซซินที่ทำให้พริกมีรสเผ็ดนั้นจะกระตุ้นให้สมองผลิตสารเอนดอฟิน ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย พริกเผ็ดยังดีต่อระบบหายใจคือช่วยให้หายใจสะดวกขึ้น พริกเผ็ดหรือพริกหวาน 1 เม็ด ให้พลังงาน 20 แคลอรี

มะม่วงและมะละกอ เป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีและวิตามินเออยู่มาก รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอวัย มะม่วงยังมีวิตามินบี 1 และวิตามินบี 6 เสริมพลังงานและสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย มะม่วงครึ่งลูกและมะละกอ 1 ถ้วย ให้พลังงาน 65 แคลอรี

3. อาหารต้านมะเร็ง

แอปริคอตและลูกพีช ทั้งสองชนิดเป็นผลไม้ที่มีเบต้าแคโรทีนเป็นส่วนประกอบสำคัญ ช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิด แอปริคอตตากแห้งมีโพแทสเซียม และธาตุเหล็กปริมาณสูง แอปริคอตสด1 ลูก ให้พลังงาน 17 แคลอรี แอปริคอตแห้งครึ่งถ้วยให้พลังงาน 77 แคลอรี ลูกพีชสดให้พลังงาน 35 แคลอรี

ผลไม้วงศ์แตง และฟักทอง มีเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง รวมทั้งอุดมไปด้วยไฟเบอร์ และโพแทสเซียม ฟักทองบด 1 ถ้วย ให้พลังงาน 50 แคลอรี และแตงหั่นลูกเต๋า 1 ถ้วย มีพลังงาน 80 แคลอรี

กะหล่ำดอก ผักตระกูลกะหล่ำทุกชนิดมีซัลโฟราเฟน (sulforaphane) ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง อีกทั้งเป็นแหล่งไฟเบอร์ โพแทสเซียม วิตามินซี และโฟเลต กะหล่ำดอกสุก 1 ถ้วยให้พลังงาน 30 แคลอรี

มะเขือยาว เป็นผักสำคัญสำหรับนักทานมังสวิรัติ มะเขือยาวประกอบด้วยน้ำย่อยโปรตีนที่เรียกว่า โพรทีแอส (protease) ซึ่งเป็นตัวต้านมะเร็ง ในมะเขือยาวยังมีโพแทสเซียมและไฟเบอร์ปริมาณสูง ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้ มะเขือยาวสุก 1 ถ้วย มีพลังงาน 25 แคลอรี

เต้าหู้และถั่วเหลือง อาหารหลักของชาวเอเชีย ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง เช่น เต้าหู้ก้อน น้ำเต้าหู้ ฯลฯ เป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ จากการวิจัยพบว่าเต้าหู้และถั่วเหลือง ช่วยลดการเกิดมะเร็งได้หลายชนิด เต้าหู้และถั่วเหลืองมีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง ซึ่งมีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับผู้หญิง ผลวิจัยยังระบุอีกว่าเต้าหู้และถั่วเหลือง ช่วยบรรเทาอารมณ์แปรปรวนของผู้หญิงในช่วงใกล้หมดระดูได้ด้วย ถั่วเหลืองสุก 1 ถ้วย ให้พลังงาน 235 แคลอรี เต้าหู้ครึ่งถ้วยให้พลังงาน 95 แคลอรี

4. อาหารลดความเครียด

กล้วย ไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ราคาถูกเท่านั้น แต่ยังให้คุณค่ามหาศาล กล้วยมีวิตามินบี 6 โพแทสเซียม และไฟเบอร์ที่ย่อยสลายได้ ช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหาร จากงานวิจัยของดร.จีน คาร์เพอร์ นักโภชนาการ ยืนยันว่ากล้วยช่วยบรรเทาอาการปั่นป่วนในท้องทีเกิดจากอาหารไม่ย่อยได้ กล้วย 1 ลูกใหญ่ ให้พลังงาน 105 แคลอรี

เห็ด เป็นแหล่งวิตามินบี ช่วยบำรุงระบบประสาทให้เป็นปกติ และทำให้จิตใจสงบผ่อนคลาย เห็ดจัดอยู่ในจำพวกผักให้โปรตีน ผลวิจัยพบว่าเห็ดจะช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย แต่ทั้งนี้ต้องทำให้สุกก่อนทาน เพราะเห็ดดิบมีธาตุไฮดราซินซึ่งหากทานเข้าไปมาก ๆ อาจก่อให้เกิดเนื้องอกได้ เห็ดสุกครึ่งถ้วย มีพลังงาน 20 แคลอรี

พาสต้า เป็นอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ให้พลังงานแก่ร่างกาย ช่วยลดความตึงเครียดได้ พาสต้าสุก 1 ถ้วย ให้พลังงาน 190 แคลอรี

มะเขือเทศ เป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตอีกประเภทหนึ่งที่ช่วยบรรเทาความเครียด ที่สำคัญมีวิตามินซีมาก มีไฟเบอร์ที่ย่อยสลายได้ มีโพแทสเซียมและวิตามินบี นอกจากนี้ยังอุดมด้วยเบต้าแคโรทีน ช่วยป้องกันมะเร็ง มะเขือเทศสุก 8 ออนซ์ มีพลังงาน 220 แคลอรี ส่วนมะเขือเทศบดละเอียด ? ออนซ์ ให้พลังงาน 117 แคลอรี

ขนมปังโฮลวีต ขุมพลังโภชนาการที่สำคัญ ขนมปังโฮลวีตทำจากข้าวสาลีซึ่งเป็นแหล่งวิตามินบี ซีลีเนียม และยังประกอบด้วยวิตามินอี และโคไลน์ (choline) ที่ช่วยให้ความจำดี ข้าวสาลี 1 ถ้วย ให้พลังงาน 100 แคลอรี ขนมปังโฮตวีต1 แผ่น ให้พลังงาน 70 แคลอรี

อาหารธรรมชาติเป็นสิ่งที่พระเจ้าคัดสรรมาอย่างดีแล้วสำหรับมนุษย์ ฉะนั้นหากเรารู้จักเลือกกินแต่ของดีก็ย่อมเป็นการเพิ่มพลังให้ชีวิตสดใสและอายุยืนยาว (city variety. 2558: ออนไลน์)

ไข่มดแดง เป็นอาหารที่หลายคนนิยมบริโภค โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ถือเป็นอาหารที่ได้จากธรรมชาติ และเป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ ที่จะเป็นความหวังในเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร

ปัจจุบันมีราคาไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 100 บาท เนื่องจากหายากขึ้นในธรรมชาติ ที่สะท้อนถึงความนิยมบริโภค และระบบนิเวศน์ที่เปลี่ยนแปลงไป ในตอนนี้จึงเริ่มมีการเลี้ยงมดแดงเพื่อจำหน่ายไข่มากขึ้น นอกจากไข่มดแล้ว ตัวมดแดงจะถูกนำมาทำเป็นอาหารเช่นกัน เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับอาหารแทนรสเปรี้ยวจากมะนาวในช่วงหน้าแล้ง นอกจากนี้ไข่มดแดงยังถือเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง แต่ไขมันต่ำอีกด้วย

ซึ่งในปัจจุบันนานาประเทศเริ่มหันมาให้ความสนใจกับอาหารอื่น ๆ ที่มาจากธรรมชาติมาก ในอนาคตมดแดง จึงมีโอกาสเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงคนในโลก และกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่

อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารได้ ถือเป็นทางเลือกของคนในโลกที่จะมีอาหารเพียงพอสำหรับการบริโภคของทุกคน สิ่งสำคัญการเลี้ยงมดแดงยังถือเป็นเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลาย

สมดุลธรรมชาติ และยังฟื้นคืนระบบนิเวศให้สมบูรณ์ขึ้น ที่จะส่งผลดีต่อการสร้างความมั่นคงทางอาหารชนิดอื่น ๆ ต่อไป

2 ออแกนิค

ออแกนิคคืออะไร?

ผลิตภัณฑ์ออแกนิค (เกษตรอินทรีย์) คือ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากพื้นฐานที่แท้จริงของธรรมชาติ โดยผลิตจากวัตถุดิบออแกนิคทางการเกษตรไม่น้อยกว่า 95% และ วัตถุดิบเหล่านั้นต้องไม่มีการปนเปื้อนของสารสังเคราะห์ใดๆ ที่เกิดจากการประยุกต์ทางเทคโนโลยี หรือสารเคมีที่เป็นอันตรายและสามารถสะสมในร่างกายได้อีก5% ที่เหลือสามารถเป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่มีอันตรายและได้รับการรับรองแล้วว่าสามารถใช้ได้

ออแกนิค บทพิสูจน์จากธรรมชาติเพื่อผู้บริโภค!

ขั้นตอนการขออนุมัติเกษตรอินทรีย์มาตรฐานระดับโลกนั้นมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่พื้นที่ที่ใช้ปลูกวัตถุดิบจะต้องปลอดจากสารเคมีอย่างน้อย 3-5 ปี โดยต้องปลูกแบบ วิธีธรรมชาติ ไม่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) และผ่านการรับรองมาตรฐานการผลิตจากสำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานต่างประเทศ และทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิตวัตถุดิบจะต้องปลอดการใช้สารเคมีเข้ามาเกี่ยวข้องโดยเด็ดขาด และเพื่อเป็น การยืนยันว่าวัตถุดิบที่ทางบริษัทฯ จะนำมาเพื่อผลิตสินค้าจะต้องได้รับมาตรฐานการรับรองถึงความเป็น “เกษตรอินทรีย์” (ORGANIC) ทางแหล่งผู้ผลิตวัตถุดิบ (Supplier) จะต้องมีใบรับรองมาตรฐาน (Certificate) จากองค์กรที่เชื่อถือได้และเป็นที่ยอมรับในตลาดโลกทั้งทวีปเอเชีย ยุโรปและอเมริกา และทุกขั้นตอนของขบวน การผลิตสินค้าของบริษัทฯ ก็จะต้องได้รับการตรวจรับรองมาตรฐานจากองค์กรสากลดังกล่าว รวมถึงมาตรฐานและขบวนการผลิตที่ต้องปลอดจากการใช้สารเคมี ต้องห้ามตามกฎระเบียบและข้อบังคับขององค์กร ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าระบบการผลิตจะไม่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ และความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้ง ก่อให้เกิดการผลิตที่ยั่งยืน ปลอดภัย ทั้งต่อตัวผู้บริโภคและสภาพแวดล้อม

ออแกนิค ทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพและธรรมชาติ

สิ่งหนึ่งที่จะมั่นใจได้จากการเลือกผลิตภัณฑ์หรือสินค้าออแกนิคคือ

• ปราศจากยาฆ่าแมลง ซึ่งถ้าล้างหรือทำความสะอาดสินค้าอุปโภคหรือบริโภคไม่ดีพอ ก็มีความเสี่ยงต่อสารเคมีที่ปนเปื้อน ซึ่งแน่นอนว่าก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ

• ปราศจากวัตถุกันเสีย กฎของผลิตภัณฑ์หรือสินค้าออแกนิคคือ ห้ามใช้สารวัตถุกันเสียอย่างเด็ดขาด รวมถึงวัตถุทดแทนความหวาน การแต่งสี รสและกลิ่น และผงชูรส

• รักษาสิ่งแวดล้อม เกษตรกรรมที่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายต่อน้ำ ดินและสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ และใช้วิถีการควบคุมศัตรูพืชด้วยวิถี

ดั้งเดิมตามธรรมชาติ ย่อมให้ผลิตผลที่มีคุณภาพและปลอดภัยต่อเกษตรกร

ออแกนิคมีการดัดแปลงพันธุกรรม GMOs แอบแฝงได้หรือไม่?

ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองว่าเป็นออแกนิค (เกษตรอินทรีย์) ไม่มีการใช้การดัดแปลงพันธุกรรมอย่างเด็ดขาด นั่นคือห้ามใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม รวมถึงปศุสัตว์ต่างๆ ก็ห้ามกินพืชผลที่มีการดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งเป็นกฎและมาตรฐานในการตรวจสอบองค์กรระดับโลกที่ตรวจสอบ เช่น USDA(nutrilife. 2558: ออนไลน์)

ทำไมจึงควรเลือกผลิตภัณฑ์ออแกนิค

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลิตภัณฑ์ออแกนิคนั้นมีราคาสูงกว่าสินค้าทั่วไป เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่สูงตั้งแต่ขั้นตอนการเตรียมดินที่ต้อง ใช้เวลานาน การเลือกปลูกแต่พืชผักตามฤดูกาล การหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีในทุกขั้นตอน การเก็บเกี่ยวและการจัดส่งที่คำนึกถึงความสดใหม่อยู่เสมอ แต่หากพิจารณาให้ลึกซึ้งถึงข้อดีที่จะได้รับกลับคืนมานั้นมีมากมาย อีกทั้งในปัจจุบันหลายหน่วยงานพยายามมุ่งให้ความรู้เกษตรกรถึงข้อดีของการเกษตรกรออแกนิคในระยะยาวที่จะให้ผลผลิตในปริมาณสูงกว่าการเกษตรทั่วไป และมีการนำเข้าสินค้าออแกนิคหลายประเภทจากทั่วโลกเพื่อจำหน่าย ทำให้ผลิตภัณฑ์ออแกนิคในท้องตลาดมีราคาไม่แพงจนเกินไป เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้บริโภคที่จะสามารถใช้ชีวิตในแบบออแกนิคได้อย่างยั่งยืนและมีสุขภาพดีอีกด้วย

หลากหลายเหตุผลดีๆ เพื่อการใช้ผลิตภัณฑ์ออแกนิค

1. Meet Standard ผลิตภัณฑ์ออแกนิคทุกชิ้นได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างถูกต้อง ถึงคุณค่าทางโภชนาการ และขั้นตอนการผลิตที่ปลอดสารพิษ

2. Taste Great อาหารออแกนิคมีรสชาติดีเพราะปลูกจากดินที่อุดมสมบูรณ์ตามฤดูกาลทำให้ผลผลิตมีเนื้อแน่นและรสชาติเข้มข้นสดใหม่

3. Help reduce health risks ออแกนิคช่วยลดภาวะเสี่ยงต่อโรคร้ายที่มีสารเคมีเป็นสาเหตุหลัก

4. Preserve crop diversity การเกษตรแบบออแกนิคไม่ใช้เทคนิคการตัดต่อพันธุกรรมจึงมั่นใจได้ว่าผลผลิตที่ได้เป็นการพันธุ์แท้และดั้งเดิม

5. Help conserve soil water and environment ออแกนิคหรืออีกความหมายคือ ปลอดสารพิษ ซึ่งไม่เป็นภัยต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อม นับเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยอนุรักษ์ดิน น้ำ และสิ่งแวดล้อมให้คงอยู่อย่างบริสุทธิ์

ความหมายตามกฎหมายของออแกนิค

การผลิตอาหารออแกนิคเป็นภาคการผลิตที่มีการตั้งกฎดูแลตัวเองโดยมีรัฐบาลคอยควบคุมในบางประเทศแตกต่างจากการทำสวนส่วนตัว. ปัจจุบัน ในประเทศสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และอีกหลายๆประเทศกำหนดให้ผู้ผลิตต้องมีหนังสือรับรองพิเศษตามเงื่อนไขและมาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดในการที่จะทำการตลาดอาหารออแกนิคในประเทศนั้นๆ based on government-defined standards in order to market food as organic within their borders. ในบริบทของกฎเหล่านั้น อาหารที่นำมาขายจะต้องผลิตตามมาตรฐานอาหารออแกนิคที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาลและองค์กรการค้าอาหารออแกนิคสากล

ในสหรัฐอเมริกา การผลิตอาหารออแกนิคเป็นระบบการผลิตที่มีต้องมีการจัดการตามกฎหมายการผลิตอาหารออแกนิค (OFPA) และกฎข้อ 7 ส่วนที่ 205 ตามประมวลกฎหมายแห่งชาติที่จัดทำขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเงื่อนไขเฉพาะ โดยการมองแบบบูรณาการทั้งทางวัฒนธรรม ชีวภาพ และกลภาพ เพื่อดูแลวงจรทรัพยากร เสริมสร้างความสมดุลทางธรรมชาติ และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ หากมีการเลี้ยงสัตว์ด้วย สัตว์ที่เลี้ยงต้องถูกเลี้ยงดูในทุ่งหญ้าและไม่ใช้ยาปฏิชีวนะเป็นกิจวัตร หรือมีการใช้ ฮอร์โมนเร่งการเติบโต

อาหารออแกนิคแปรรูปต้องประกอบด้วยวัตถุดิบออแกนิคเท่านั้น หรือไม่ก็ต้องมีสัดส่วนตามกฎหมายของประเทศนั้นๆกำหนด เช่น ในสหรัฐอเมริกา แคนาดา และออสเตรเลียมีการกำหนดว่า 95% ของส่วนประกอบต้องเป็นผลิตภัณฑ์ออแกนิค อาหารออแกนิคต้องไม่มีสารสังเคราะห์สารเสริมและมักจะผ่านการแปรรูปแต่น้อยทั้งทางด้านกระบวนการ วัตถุดิบ และสภาวการณ์ ตัวอย่างกระบวนการที่กล่าวถึง เช่น การใช้สารเคมีควบคุมการสุก การฉายรังสีอาหาร และการใช้วัตถุดิบที่มีการดัดแปลงพันธุกรรมสามารถใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ไปเป็นสารสังเคราะห์ได้ อย่างไรก็ตาม ภายใต้มาตรฐานอาหารออแกนิคของสหรัฐ ถ้าแมลงศัตรูพืชและวัชพืชบางชนิดที่ไม่สามารถถูกจัดการได้จากกระบวนการผลิต หรือด้วยสารกำจัดศัตรูพืชจากวัตถุทางธรรมชาติหรือสมุนไพรได้ “สารสังเคราะห์ที่มีรายนามอยู่ในรายการแห่งชาติ ได้รับอนุญาตให้ใช้ในกระบวนการผลิตอาหารออแกนิค สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกัน ปราบปราม หรือควบคุมศัตรูพืช วัชพืช หรือโรคได้ มีหลายกลุ่มได้เรียกร้องให้มีการกำหนดมาตรฐานออแกนิคในการห้ามการใช้นาโนเทคโนโลยีบนพื้นฐานหลักการระวังไว้ก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่ยังไม่รู้ของนาโนเทคโนโลยี การกำหนดข้อห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ใช้นาโนเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตอาหารออแกนิคในบางประเทศ เช่น แคนาดา สหภาพอังกฤษ และออสเตรเลีย แต่ไม่มีการกำหนดไว้ในประเทศอื่นๆ

มีการแบ่งฉลากอาหารออแกนิคเป็น 4 ระดับหรือหมวดหมู่

1) 100% ออแกนิค หมายถึง ส่วนประกอบทั้งหมดถูกผลิตจากธรรมชาติ บางครั้งอาจได้ตรารับรองจาก USDA

2) ออแกนิค : อย่างน้อย 95% ของส่วนผสมมาจากธรรมชาติ

3) ผลิตจากส่วนผสมออแกนิคประกอบด้วยส่วนผสมทางธรรมชาติอย่างน้อย 75%

4) ประกอบด้วยส่วนผสมออแกนิคน้อยกว่า 70%’หมายถึง ต้องมีส่วนผสม 3 อย่างที่เป็นออแกนิคแจ้งไว้ในส่วนที่แสดงส่วนผสมในฉลากของผลิตภัณฑ์นั้น ผลิตภัณฑ์ที่ ได้รับรอง

ว่าเป็นออแกนิคจะต้องถูกปลูกและผลิตตามมาตรฐานที่ประเทศที่ผลิตภัณฑ์นั้นจะถูกนำไปขายได้ตั้งไว้

3. อาหารเสริม

อาหารเสริมสุขภาพ จัดเป็น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ Dietary supplement products ซึ่งหมายถึง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้รับประทานโดยตรง นอกเหนือจากการรับประทานอาหารหลัก ตามปกติมักจะอยู่ในลักษณะเป็นเม็ด แคปซูล ผง เกล็ด ของเหลว หรือลักษณะอื่น มีจุดมุ่งหมายสำหรับบุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพปกติ (มิใช่สำหรับผู้ป่วย) เช่น น้ำมันปลาแคปซูล ใยอาหารอัดเม็ด ใยอาหารผงสำหรับชงหรือโรยอาหาร เป็นต้น

ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ มีกี่ประเภท

พอจะจัดกลุ่มของอาหารเสริมสุขภาพที่มีจำหน่ายในท้องตลาด หรือ จำหน่ายโดยตรงแก่ผู้ซื้อ โดยแบ่งตามคุณสมบัติ และประสิทธิภาพเด่นๆ ดังนี้

อาหารบำรุงสุขภาพ จะเป็นพวกที่อวดอ้างสรรพคุณว่าเป็นอาหารบำรุงร่างกาย รับประทานแล้วมีสุขภาพดี ราคาค่อนข้างแพง อาทิเช่น รังนก โสม หูฉลาม ซุปไก่สกัด เป็นต้น

อาหารป้องกันและรักษาโรค ตัวอย่างเช่น น้ำมันดอกอิฟนิ่งพริมโรส (Evening primrose oil) น้ำมันปลา เลซิทิน นมผึ้ง สาหร่ายคลอเรลล่า

อาหารลดน้ำหนัก สำหรัยผู้เป็นโรคอ้วน อาหารประเภทนี้ จะเพิ่มประมาณ บริโภคแล้วอิ่ม ไม่ให้คุณค่าทางอาหาร ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์จากบุก เมล็ดแมงลัก guagum

อาหารเสริมนักกีฬา มีสารอาหารที่ให้พลังงานอย่างรวดเร็ว อย่างเช่น เครื่องดื่มเกลือแร่ชนิดต่างๆ

ผลิตภัณฑ์ที่เสริม หรือเติมสารอาหาร (fortifiaction) บางชนิดให้มากขึ้น เช่น ใยอาหาร(dietary fiber) แคลเซียม เพื่อเป็นทางเลือกแก่ผู้คนบางกลุ่มที่ได้รับสารอาหารบางชนิดไม่เพียงพอต่อ ความต้องการของร่างกาย

สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ทำอะไร

นักวิจัยของสถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับอาหารเสริมสุขภาพ หลายโครงการด้วยกัน พอที่จะแบ่งแยกออกเป็นประเภทได้ ดังนี้

1. ผลิตภัณฑ์ชนิดใยอาหารสูง

2. ผลิตภัณฑ์ชนิดแคลอรี่ต่ำ

3. ผลิตภัณฑ์ชนิดแคลอรี่สูง

งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าทางโภชนาการนั้น อาศัยหลักการพื้นฐานในการเติม สารอาหาร(nutrient) ลงในผลิตภัณฑ์อาหาร(Dr.Allan Forbes of the Bureau of Food,FDA) มีหลายวิธีคือ

1) restoration คือการใส่สารอาหาร ซึ่งเดิมมีอยู่ในวัตถุดิบที่เป็นส่วนประกอบของอาหาร แต่อาจสูบเสียหรือถูกกำจัดออกระหว่างขบวนการผลิต จึงเติมสารอาหารชนิดนั้นลงไปเพื่อ

ปรับปรุงให้ดีขี้น เช่น การเติม dietary fiber ลงไปใน ผลิตภัณฑ์

2) fortification เป็นการเสริมสารอาหารบางตัวอาจจะเป็นวิตามิน เกลือแร่ชนิดต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารครบถ้วน RDI (Recommended Daily Intakes)กำหนดไว้

3) เติมสารอาหารลงไปในอาหารเพื่อบุคคลบางกลุ่มที่มีโรคประจำตัว เช่น อาหารสำหรับคนเป็นโรคอ้วน โรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน

4) เพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการในผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่เลียนแบบจากอาหารดั้งเดิม

ผลิตภัณฑ์แคลอรี่ต่ำ

นี่ก็เป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ อีกชนิดหนึ่ง ที่นักวิจัยได้ทำการศึกษา โดยทำเป็นอาหารว่าง พลังงานต่ำ จากข้าวกล้อง โดยใช้เครื่อง เอ็กซ์ทรูเดอร์ ผลิตภัณฑ์ชนิดนี้ก็จะเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ก็ยังชอบที่จะเคี้ยวขนมในปากตลอดเวลา นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาน้ำปลาหวานสูตรลดแคลอรี่(ต่ำกว่า มาตรฐาน ร้อยละ 30 ) เพื่อสนองความต้องการของผู้ที่ชอบกินมะม่วงน้ำปลาหวานแต่กลัวอ้วน โดยใช้น้ำตาลที่ให้พลังงานต่ำ เช่น sorbitol (ให้พลังงาน 1 ใน 3 ของร่างกาย) high fructose corn syrup (HFC) ที่มีความหวานมากกว่า sucrose 1.2 เท่า และ Xantan gum เป็นส่วนผสมที่เพิ่มความเหนียวให้แก่ผลิตภัณฑ์

อาหาร High Calcium

ผลิตภัณฑ์ ชนิดใดที่เสริม เติม เพิ่ม แคลเซียมลงไป ดูจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นั่นเป็นเพราะว่า โรคกระดูกผุ กระดูกกร่อน กระดูกพรุน มาเยือนประชากรของประเทศก่อนที่จะถึงวัยอันควร สาเหตุสำคัญคงเป็นเพราะขาดการออกกำลังกาย และบริโภคแคลเซียมน้อยกว่าปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดไว้ สิ่งนี้เป็นเหตุช่วยส่งเสริมให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนมากยิ่งขึ้น ดังนั้นผู้คนส่วนใหญ่ จึงพยายามซื้อหาแคลเซียมหรืออาหารเสริมแคลเซียมในรูปแบบต่างๆมารับประทาน

ด้วยเหตุนี้ ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป (Food bar) ชนิดแคลเซียมสูง จึงได้ถูกผลิตขึ้น เพื่อให้เหมาะกับผู้บริโภคยุคเร่งรีบ โดยพัฒนาให้เป็นลักษณะ Food bar ที่มีรสชาติคุ้นลิ้นคนไทย อย่างเช่น ข้าวผัด ผัดกะเพรา เป็นต้น โดยข้อเท็จจริงแล้ว หากเราบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม ปลาตัวเล็ก ผักใบเขียว งา ฯลฯ เป็นประจำแล้ว อาหารเสริมแคลเซียมก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น แต่หากจะซื้อหามาบริโภค ก็ควรจะมีความรู้ ความเข้าใจก่อนว่า บางครั้งผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมที่โฆษณาอวดอ้าง แคลเซียมสูงนั้น เป็นแคลเซียมชนิดไหน เพราะแคลเซียมในแต่ละรูปแบบ จะถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายไม่เท่ากัน พบว่า calcium bioavailability ของ calcium lactate เท่ากับ 86% ,calcium gluconate 77%,calcium citrate 80%,calcium phosphate 56% และ calcium carbonate 76 % ดังนั้น จะซื้อหาแคลเซียมชนิดใดมารับประทานก็ควรจะดูให้ถ่องแท้ มิใช่เพียงแต่สรรพคุณที่โฆษณา

คุณและโทษของอาหารเสริม

ปัจจุบันนี้พบว่ามีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมบำรุงร่างกายออกวางจำหน่ายมากมาย อันจะพบได้ตามสื่อโฆษณาต่างๆ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ และสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งบางผลิตภัณฑ์มีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง เช่น ผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักและเสริมความงาม เมื่อใช้แล้วจะเห็นผลภายใน 1 สัปดาห์ หรืออาหารเสริมบำรุงสมอง เมื่อทานผลิตภัณฑ์ดังกล่าวจะทำให้สมองมีความจำดี เป็นต้น และพบว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมแต่ละชนิดมีราคาแพงมากและประโยชน์ที่ได้จากอาหารเสริมเหล่านี้ก็ยังไม่ชัดเจน มีมากหรือน้อยเพียงไร ดังนั้นผู้บริโภคจึงควรพิจารณาถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์เหล่านั้นด้วย

ประโยชน์ของอาหารเสริมมีอยู่ 3 ประการ

1. ช่วยให้ร่างกายได้รับโภชนาการที่เหมาะสม เนื่องจากทุกคนมีความต้องการที่เหมือนกัน คือ สุขภาพสมบูรณ์ปราศจากโรคภัย จึงมีการคิดค้นอาหารเสริมเพื่อช่วยเพิ่มในส่วนที่ร่างกายขาดไป

2. จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่มีปัญหาด้านสุขภาพ เพราะอาหารเสริมจะเข้าไปเสริมในส่วนที่ร่างกายขาดได้ครบถ้วนเต็มที่

3. สามารถช่วยบรรเทาหรือรักษาโรคบางชนิดแทนยาแผนปัจจุบันได้ เช่น น้ำว่านหางจระเข้รักษาอาการโรคกระเพาะ น้ำมันตับปลาค็อด (cod liver oil) ช่วยบรรเทาอาการโรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น นากจากนี้ยังพบว่ามีผลข้างเคียงน้อยกว่ายาแผนปัจจุบัน

ข้อเสียของอาหารเสริม

การกินอาหารเสริมมากเกินไป บางครั้งพบว่าทำให้เกิดโทษแก่ร่างกายและสูญเสียเงินโดยไม่จำเป็น ซึ่งมีรายงานการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเสริมมากเกินไป อาจมีผลข้างเคียงต่อสุขภาพได้ เช่น วิงเวียน ปวดศีรษะ อุจจาระเป็นสีดำ ท้องผูก ท้องเสีย มีกลิ่นตัว และเหงื่อออกมาก

ตัวอย่างของผลข้างเคียงของอาหารเสริม

– อาหารเสริมประเภทซุปไก่สกัด มีคุณค่าเท่ากับไข่ไก่ฟองเดียว

– สาหร่ายสไปรูไลน่า จะมีปริมาณกรดนิวคลิอิกสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์

– รังนกที่ยังไม่เคยมีการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์เลยว่ากินแล้วผิวพรรณอ่อนกว่าวัย แต่มีผลข้างเคียงต่อผู้ที่เป็นลมชัก

– น้ำมันตับปลา ทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลไม่หยุด อาจทำให้เกิดสภาวะขาดวิตามินอี และเสี่ยงต่อสารพิษด้วย

– ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วน ซึ่งขณะนี้นักวิชาการพบว่ามีผลข้างเคียงต่อการเป็นมะเร็ง

ถ้าจำเป็นต้องทานอาหารเสริมและให้คุณค่าต่อสุขภาพอย่างแท้จริง ควรศึกษารายละเอียดให้ดีก่อนบริโภค ควรเลือกให้เหมาะสมกับอายุและสภาพร่างกาย สภาพการดำเนินชีวิต สำหรับผู้ที่กินยาเป็นประจำควรปรึกษาแพทย์ก่อน ส่วนสตรีที่มีครรภ์ก็ควรทานอาหารเสริมจำพวกวิตามินหรือกรดโฟลิกเท่านั้น แต่ขอแนะนำว่าถ้าท่านรับประทานอาหารให้ถูกต้องและครบ 5 หมู่แล้ว อาหารเสริมก็คงไม่จำเป็นอีกต่อไป แถมยังประหยัดค่าใช้จ่ายโดยไม่จำเป็นอีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่ทำงานหนักหรือสุขภาพไม่แข็งแรงต้องการทานอาหารเสริมเพื่อบำรุงร่างกายก็ไม่ว่ากัน

 

 

ขอบคุณที่มาจาก : sites.google.com

 

Facebook Comments

Check Also

7 ผักผลไม้สยบผมร่วง เปลี่ยนผมมีปัญหาสู่ผมหนาสุขภาพดี

ปัญหาผมร่วงเป็น …