วันพุธ , เมษายน 17 2024
Breaking News
Home / สุขภาพ / รู้หรือไม่…ขาดวิตามิน อันตรายถึงชีวิต

รู้หรือไม่…ขาดวิตามิน อันตรายถึงชีวิต

โรคภัยไข้เจ็บนั้นเกิดขึ้นได้กับทุกคน แต่คนที่รู้จักดูแลตัวเองให้มีสุขภาพแข็งแรง ย่อมมีความเสี่ยงต่ออาการเจ็บป่วยน้อยกว่าคนที่ไม่รู้จักระวังป้องกัน โรคร้ายที่เกิดกับคนเรานั้นไม่ใช่จะเกิดจากเชื้อโรคเท่านั้นนะครับ เพราะหลายๆอาการเจ็บป่วยก็เกิดขึ้นเพราะตัวเราเอง ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องมาจากการเลือกกินอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ บางคนบอกว่า “ฉันกินอาหารเยอะนะ กินมากกว่าคนอื่นเสียอีก แบบนี้ไม่ขาดสารอาหารแน่นอน” นั่นเป็นความเข้าใจที่ยังไม่ถูกต้องนัก เพราะการกินมากกับการกินให้ครบถ้วนตามหลักโภชนาการนั้นเป็นคนละเรื่องกัน คนที่กินมากแต่เลือกกินเฉพาะอาหารที่ชอบ กินซ้ำๆเมนูเดิมอยู่แทบทุกมื้อ นอกจากจะได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนแล้วบางครั้งยังอาจก่อให้เกิดโรคอ้วนได้อีกด้วย

พืชผักนั้นเป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุชั้นดี.

สารอาหารที่ร่างกายต้องการนั้นเราทราบกันดีอยู่ว่าต้องกินให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งประกอบด้วย โปรตีน คาร์โบไฮเดรต แร่ธาตุ วิตามิน และไขมัน สำหรับวิตามินนั้นยังแบ่งออกเป็นชนิดต่างๆอีกมากมายที่ร่างกายเราต้องการ ตอนเด็กๆหลายๆคนคงเคยท่องสูตรแบบย่อว่า “เอ-ตา ชา-บี ซี-ลัก ดี-ดูก อี-ลูก เค-เลือด” ซึ่งหมายถึง วิตามินเอ ช่วยเรื่องสายตา วิตามินบีป้องกันโรคเหน็บชา วิตามินซีป้องกันโรคลักปิดลักเปิด วิตามินดีช่วยให้กระดูกแข็งแรง วิตามินอีป้องกันการเป็นหมัน วิตามินเคช่วยป้องกันอาการเลือดออกภายในและเลือดไหลไม่หยุด

ข้าวซ้อมมือและธัญพืชอุดมด้วยวิตามินบี.

ซึ่งความจริงแล้ววิตามินแต่ละชนิดนั้นมีประโยชน์มากกว่าที่เราท่องกันสั้นๆเพื่อจำไว้ทำข้อสอบ วันนี้คอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลโดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูนจะขอยกตัวอย่างเรื่องวิตามินบี ซึ่งไม่ได้มีประโยชน์แค่ป้องกันโรคเหน็บชาหรือบำรุงสมองเท่านั้น เพราะวิตามินบีมีความสำคัญกว่าที่คิดเยอะเลย และถ้าเราขาดวิตามินชนิดนี้ไปนานๆอาจถึงตายได้เลยครับ ดังเช่นที่เมื่อไม่นานมานี้ หลายๆคนคงจะได้ยินข่าวเรื่องลูกเรือประมงต้องเสียชีวิตเพียงเพราะขาดวิตามินบี!

ผักที่ผ่านความร้อน จะสูญเสียวิตามินไปส่วนหนึ่ง.

อ่านถึงตรงนี้แฟนานุแฟนคงนึกสงสัยว่าวิตามินบีมีผลต่อสุขภาพของเรามากขนาดนั้นเชียวหรือ เรื่องแบบนี้จะให้ผมสาธยายเองก็ดูจะไม่มีน้ำหนักสักเท่าไหร่ ต้องขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญแล้วล่ะครับ วันนี้ผมมีข้อมูลจาก เภสัชกรหญิงวิชชุลดา ผรณเกียรติ์ ผู้เชี่ยวชาญจากเมก้า วีแคร์ ซึ่งท่านได้ให้ความรู้ว่า “จากข้อมูลทางวิชาการพบว่า วิตามินบี (Vitamin B) มีความจำเป็นต่อร่างกายมาก เพราะเป็นสารอาหารที่ทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์ของปฏิกิริยาทางชีวเคมีต่างๆมากมาย หรือเข้าใจง่ายๆคือ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติในทุกๆวันนั่นเอง จึงไม่แปลกที่การขาดวิตามินบีจะทำให้เกิดโรคต่างๆตามมา โดยเฉพาะกับผิวหนัง เส้นผมสายตา ตับ และระบบประสาท สำหรับวิตามินบีนั้น ประกอบด้วยกัน 10 ชนิด และวิตามินบีแต่ละชนิดจะทำงานร่วมกัน เป็นส่วนประกอบสำคัญช่วยในการเผาผลาญอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ให้เป็นพลังงานแก่ร่างกายเพื่อใช้ในกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ วิตามินบียังมีส่วนสำคัญในการเจริญเติบโตและกระบวนการสร้างเม็ดเลือดเพื่อนำพาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ได้อย่างทั่วถึงด้วย ดังนั้น หากขาดวิตามินบีตัวใดตัวหนึ่ง จะทำให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกายได้”

หากร่างกายขาดวิตามินสุขภาพจะแย่ลง.

ทีนี้เราไปดูกันว่าวิตามินบีจำนวน 10 ชนิดที่เภสัชกรหญิงวิชชุลดาได้กล่าวถึงนั้นมีอะไรบ้าง และแต่ละชนิดสำคัญอย่างไร

วิตามินบี 1 (ไธอะมีน) มีส่วนช่วยสร้างสารสื่อประสาทและเป็นวิตามินต้านความเครียดที่ช่วยดึงสารอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตไปเผาผลาญให้เป็นพลังงานของร่างกายในการจัดการสิ่งต่างๆในแต่ละวัน และยังช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานเป็นปกติ

การขาดวิตามินบี1อาจทำให้เกิดโรคเหน็บชา.

การขาดวิตามินบี 1 อาจทำให้เกิดโรคเหน็บชา แขนขาอ่อนแรง เบื่ออาหาร เหนื่อยง่าย และเกิดความรู้สึกสับสนได้

วิตามินบี 2 (ไรโบฟลาวิน) มีคุณสมบัติคล้ายคลึงกับสารต้านอนุมูลอิสระ โดยป้องกันเซลล์ต่างๆ ในร่างกายไม่ให้ถูกทำร้าย และช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิตให้เป็นปกติ มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเซลล์ต่างๆ

การขาดวิตามินบี 2 จะทำให้เกิดแผลที่มุมปากหรือที่เรียกกันว่าโรคปากนกกระจอก

วิตามินบีมีส่วนช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง.

วิตามินบี 3 (ไนอะซิน) เป็นวิตามินที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาทางชีวเคมีมากกว่า 50 ปฏิกิริยา สามารถช่วยในการรักษาอาการเครียดและซึมเศร้า ช่วยส่งเสริมการไหลเวียนโลหิต บรรเทาอาการปวดไมเกรน

การขาดวิตามินบี 3 จะทำให้เกิดโรคเพลลากรา (Pellagra) ทำให้มีอาการผิวหนังอักเสบคล้ายถูกแดดเผา ปากลิ้นอักเสบ เบื่ออาหาร หงุดหงิด กังวล และเป็นโรคซึมเศร้าได้

วิตามินบี 5 (แพนโทธีนิกแอซิด) มีความจำเป็นต่อปฏิกิริยาชีวเคมีต่างๆในเซลล์ ช่วยกระตุ้นให้ต่อมหมวกไตผลิตฮอร์โมนลดเครียดออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น

การขาดวิตามินบี 5 จะทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน ไม่มีแรง นอนไม่หลับ เหนื่อยง่าย เป็นลม ปวดตามแขนและขา การสร้างแอนติบอดี้ลดลง และติดโรคง่าย มีอาการหงุดหงิด โกรธง่าย หรือซึมเศร้า

วิตามินบี 6 (ไพริ-ดอกซิน) มีความจำเป็นต่อการทำงานของสมอง ช่วยสร้างเม็ดเลือดแดง ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย ทำให้การย่อยอาหาร การดูดซึมของไขมันและโปรตีน การสร้างระบบภูมิต้านทานในร่างกายเป็นปกติ ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนให้เป็นปกติจากการกระตุ้นสมองให้หลั่งสารผ่อนคลายที่สำคัญ เช่น สารเซโรโทนิน เมลาโทนิน และนอร์เอพิเนฟริน ซึ่งมีส่วนช่วยลดความแปรปรวนทางอารมณ์

เมื่อสุขภาพแข็งแรงก็มีประสิทธิภาพในการทำงาน.

การขาดวิตามินบี 6 จะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ซึมและความคิดสับสน คลื่นไส้ อาเจียน ผิวหนังบริเวณรอบๆตา จมูก ปากและหลังหูจะมีลักษณะเป็นมัน

วิตามินบี 7 (ไบโอติน) ช่วยในการสร้างพลังงาน การเจริญเติบโต และการสร้างกรดไขมันในร่างกาย มีส่วนช่วยกักเก็บสารอาหารประเภทโปรตีนไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ เช่น เส้นผม ผิวพรรณ และเล็บให้มีสุขภาพดี

การขาดวิตามินบี 7 จะทำให้เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ลิ้นอักเสบ ผิวหนังซีด แห้ง และหลุดออกเป็นหย่อมๆ มีอาการซึมเศร้า

วิตามินบี 8 (อินโนซิทอล) ช่วยในปฏิกิริยาชีวเคมีของไขมัน ทำให้ร่างกายใช้ไขมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือด ช่วยเสริมอาหารให้แก่สมอง

การขาดวิตามินบี 8 จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับระบบประสาท ผิวหนังอักเสบบวมแดง คัน และผิวหนังหลุดลอกเป็นขุย

วิตามินบี 9 (โฟลิกแอซิด) ทำงานร่วมกับวิตามินบี 12 ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง บรรเทาอาการหมดแรง หงุดหงิดง่าย ปวดศีรษะ อาการหลงลืม ช่วยป้องกันอาการหน้ามืดจากภาวะโลหิตจาง ลดอาการซึมเศร้าจากการตั้งครรภ์ รวมถึงช่วยเสริมสร้างระบบประสาทและสมองของลูกน้อยในครรภ์ให้มีพัฒนาการที่สมบูรณ์อีกด้วย

การขาดวิตามินบี 9 จะทำให้เกิดโรคโลหิตจางได้

วิตามินบี 11 (โคลีน) ช่วยในการสร้างสารอะเซทิลโคลีนซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่สำคัญในสมอง

การขาดวิตามินบี 11 อาจทำให้เกิดโรคอัลไซเมอร์ ผนังหลอดเลือดแดงแข็งตัว ไขมันสะสมที่ตับ

วิตามินบี 12 (โคบาลามิน) ช่วยการทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ช่วยในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท เป็นวิตามินที่จำเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือด และช่วยการดูดซึมของทางเดินอาหาร

การขาดวิตามินบี 12 จะทำให้โลหิตจาง อ่อนเพลีย เกิดความบกพร่องของระบบประสาท ชาตามปลายมือปลายเท้า และความจำเสื่อมได้

เภสัชกรหญิงวิชชุลดาได้ให้ความรู้เพิ่มเติมอีกว่า “ตามปกติ วิตามินบี เป็นวิตามินที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ จึงต้องได้รับจากการรับประทานอาหารเข้าไปเท่านั้น ซึ่งแหล่งอาหารที่มีปริมาณวิตามินบีสูง ได้แก่ ข้าวซ้อมมือ ข้าวโอ๊ต ถั่ว รำข้าว ยีสต์ เครื่องในสัตว์ ตับ เนื้อหมู ปลา นมเปรี้ยว และผักใบเขียว เป็นต้น

การเลือกรับประทานอาหารตามใจปากโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ และการนิยมรับประทานข้าวขาวขัดสีเป็นหลัก ประกอบกับการหุงต้มทำให้วิตามินบีในอาหารสูญเสียไปถึงร้อยละ 10-50 จึงทำให้เรามีโอกาสขาดวิตามินบีมากขึ้น การรับประทานวิตามินบีเสริม จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งการรับประทานวิตามินบีเสริมอาหารนั้นไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะวิตามินบีเป็นวิตามินชนิดละลายในน้ำ ร่างกายจะไม่เก็บสะสม ร่างกายจะใช้และขับออกไปในแต่ละวัน แต่ควรคำนึงถึงมาตรฐานการผลิตและปลอดภัยโดยแนะนำว่าในคนปกติ ควรได้รับวิตามินบีแต่ละชนิดในปริมาณ 25-50 มิลลิกรัมต่อวัน และควรได้รับวิตามินบีครบถ้วนทั้ง 10 ชนิดในแต่ละวัน เพื่อช่วยทำหน้าที่เป็นโคเอนไซม์สำคัญที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันทีเมื่อต้องการ”

การขาดวิตามินจะส่งผลเสียต่อระบบต่างๆของร่างกายมากมาย ขอให้นักอ่านที่รักทุกท่านดูแลตนเองด้วยการใส่ใจในโภชนาการ รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แม้ว่าบทความในวันนี้จะเน้นไปที่วิตามินบี แต่วิตามินชนิดอื่นๆ ก็มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ขออย่าได้ละเลยกันนะครับ แล้วก็อย่าลืมจัดสรรเวลาไว้ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอควบคู่ไปด้วย เพื่อสุขภาพที่ดีรอบด้านครับ.

 

ขอบคุณที่มาจาก : thairath.co.th

 

Facebook Comments

Check Also

กาแฟไม่ควรกินคู่กับอะไร ไข่ต้ม กล้วย กินพร้อมกับกาแฟได้ไหม

กาแฟ เป็นเครื่อ …